Share โพล

Poll ลิงก์

500 px
350 px
250 px
ดูก่อน

ดูวิดเจ็ต

ความกว้าง - พิกเซล ความสูง - พิกเซล

ปิดการดูก่อน
! คุณใช้เบราว์เซอร์ที่ไม่สนับสนุน เบราว์เซอร์ที่คุณใช้อยู่เวอร์ชันนี้ไม่เหมาะกับ Toluna เราขอแนะนำให้คุณติดตั้งเวอร์ชันปัจจุบัน อัปเกรด
นโยบายความเป็นส่วนตัวของเรากำหนดสมาชิกภาพของคุณ ซึ่งคุณสามารถศึกษาได้ ที่นี่. เวบไซต์ของเราใช้คุ้กกี้ ซึ่งก็เหมือนในโลกออฟไลน์ที่คุ้กกี้ทำให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น คุณสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคุ้กกี้ที่เราใช้ได้ที่ นโยบายคุ้กกี้.

Mayrena09

  1 เดือนที่แล้ว

จะป้องกันมะเร็งเต้านมได้อย่างไร?

6 พฤติกรรมที่อาจช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ มีดังนี้

1.ควบคุมน้ำหนัก
การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านม การศึกษาของสมาคมมะเร็งอเมริกัน พบว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10–15 กก.ในช่วงวัยผู้ใหญ่ (หลังอายุ 18 ปี) มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งเต้านมหลังวัยหมดประจำเดือนมากกว่าผู้หญิงที่น้ำหนักขึ้นไม่เกิน 10 กก. ถึง 40% ยกเว้นผู้ที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดในวัยหมดประจำเดือน นักวิจัยยังพบว่าการลดน้ำหนักประมาณ 10 กก. หรือมากกว่าหลังจากหมดประจำเดือนจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

2.ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง
การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ออกกำลังกาย โดยสามารถลดความเสี่ยงลงได้ 20–30% ด้วยการออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นปานกลาง เช่น การเดินเร็ว เต้นแอโรบิค และโยคะ สัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง การออกกำลังกายยังช่วยลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำในผู้ที่เคยได้รับการรักษามะเร็งเต้านม

การออกกำลังกายเป็นประจำ มีผลต่อการหมุนเวียนของฮอร์โมนเอสโตรเจนในเนื้อเยื่อเต้านม รวมถึงมีผลต่อระดับอินซูลินและ Insulin –like growth factor (IGF) ซึ่งเชื่อมโยงกับการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม

3.หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์เพียงไม่กี่แก้วต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นมะเร็งเต้านม เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลต่อการเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงแอลกอฮอล์ยังทำปฏิกิริยากับสารก่อมะเร็ง และยับยั้งความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับมะเร็ง

4.เพิ่มวิตามินดี
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะมาจากการรับประทานอาหารหรือได้รับจากแสงแดด มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง 50% ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิตามินดี 800–1,000 IU* ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกและลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามหากได้รับแสงแดดที่มากพอ อาจเพิ่มวิตามินดีเสริม 400 IU ก็เป็นได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม

5.ความเสี่ยงในการใช้ยาคุมกำเนิด
การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนตลอดชีวิตเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและการรักษาด้วยฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือน

มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และจะลดความเสี่ยงลงหลังจากหยุดการรับประทานยา การวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ใน Mayo Clinic Proceedings พบว่าผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนที่ใช้ยาคุมกำเนิดมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้นก่อนอายุ 50 ปี โดยเฉพาะหากเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดก่อนมีลูกคนแรก

ทั้งนี้ยังมีการทดลองพบว่าการใช้ฮอร์โมนบำบัดร่วมกันในระยะยาว (เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม และระดับความเสี่ยงจะลดลงหลังจากหยุดฮอร์โมน อย่างไรก็ตามการบำบัดด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพิ่มความเสี่ยง

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้หญิงที่รับประทานยาไดเอทิลสติลเบสตรอล (Diethylstilbestrol-DES) ในระหว่างตั้งครรภ์ (เพื่อลดโอกาสในการแท้งบุตร) มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งเต้านม รวมถึงลูกสาวที่คลอดโดยคุณแม่ที่รับยา DES ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน

แม้ยาคุมกำเนิดและการรักษาด้วยฮอร์โมนจะเพิ่มความเสี่ยงมะร็งเต้านม แต่ก็มีประโยชน์มากมาย ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา

6.ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
เต้านมประกอบด้วยไขมันและเนื้อเยื่อเต้านม ผู้หญิงบางคนมีไขมันมากกว่าเนื้อเยื่อเต้านม ขณะที่บางคนก็มีเนื้อเยื่อเต้านมมากกว่าไขมัน ผู้หญิงที่มีเนื้อเยื่อเต้านมที่มีความหนาแน่นสูงมีแนวโน้มเพิ่มโอกาสเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม ทั้งนี้ความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆ เช่น ฮอร์โมน อายุ และเชื้อชาติ กรณีที่เต้านมมีเนื้อเยื่อเต้านมมากกว่า 50% จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เนื้อเยื่อเต้านมมีความหนาแน่นสูง” ซึ่งผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine ระบุว่าประสิทธิภาพการทำแมมโมเกรมที่ใช้ตรวจคัดกรองผู้หญิงที่มีภาวะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูงจะลดลง 36 -38% เพราะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมจะบดบังก้อนเนื้อไว้

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีภาวะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูงจะมีโอกาสเสี่ยงในการพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 4-6 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่เนื้อเยื่อเต้านมมีความหนาแน่นต่ำ

ลักษณะเหล่านี้พบได้บ่อยในหน้าอกของผู้หญิงที่อายุน้อย แต่ก็พบได้ในผู้หญิงที่มีอายุมากโดยเฉพาะการรักษาด้วยฮอร์โมนร่วม (เอสโตรเจนและโปรเจสติน) ความหนาแน่นของเต้านมส่วนหนึ่งเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เช่นกัน

ด้วยเหตุผลที่ยังไม่แน่ชัดนัก แต่มีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือเนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นมีเซลล์มากกว่า จึงอาจเป็นปัจจัยทำให้เซลล์มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวกลายเป็นเซลล์มะเร็ง

อาจเป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะเนื้องอกในเต้านม (ทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่เป็นมะเร็ง) เนื่องจากพื้นหลังของเนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นบนเครื่องแมมโมแกรมจะปรากฏเป็นสีขาว ส่วนเนื้อเยื่อไขมันจะดูเข้มกว่าและมีความแตกต่างกับเนื้องอก ดังนั้นการตรวจอัลตร้าซาวด์หรือ MRI สามารถช่วยตอบคำถามที่เกิดจากภาพแมมโมแกรมที่น่าสงสัยได้

cr.www.samitivejhospitals.com
ตอบกลับ
โพสต์

T7800294t

  1 เดือนที่แล้ว
ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ ตอบกลับ
0 ความเห็น

srit_6522

  1 เดือนที่แล้ว
มั่น ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ พักผ่อน เพียงพอ ตอบกลับ
0 ความเห็น

คัดลอกลงคลิปบอร์ด

อีกนิดเดียวก็เรียบร้อยแล้วค่ะ

หากต้องการสร้างเนื้อหาในชุมชน

คุณต้องยืนยันอีเมล/ส่งอีเมลอีกครั้ง
ไม่ต้อง แค่ดูผ่าน ๆ

OK
ยกเลิก
เราได้ยกเลิกการลงชื่อเข้าใช้ผ่านเฟซบุ๊คแล้ว กรุณาใส่อีเมลที่คุณใช้กับบัญชีเฟซบุ๊คเพื่อรับลิงค์สำหรับการตั้งรหัสผ่าน
โปรดใส่ อีเมล ให้ถูกต้อง
ยกเลิก
เรากำลังดำเนินการอยู่ค่ะ
เว็บไซต์ของเราดูสวยงามขึ้น เมื่อคุณอัปโหลดรูปภาพ
อัปโหลด